มีคนเคยบอกวว่าการทำงานคือชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต และก็มีคนบอกอีกว่าเมื่อตื่นขึ้นมา

ไม่มีใครบอกว่าชั้นเกิดมาเพื่องานนี้จริง เออ..มานั่งคิดมันก็จริงว่ะ

ชั้นทำงานหลายปีซึ่งยึดติดกับอุดมการร์มาตลอด(ที่มันกินไม่ได้) และได้เป็นลูกช้างที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระดับ ป.โท

สุดท้าย.....เก็บข้าวของกับมาตายรังที่บ้านเกิด

จังหวัดเล็กๆที่มี มหา'ลัยที่ใหญ่ที่สุด(มีที่เดียว)

ด้วยความที่อยากกลับมาดูแล ป๊า กับ แม่

ชั้นกลับมาทำงงานในฐานะอาจารย์คนหนึ่งที่ มหา'ลัยนี้

อาจารย์ที่นี่เก่ง!!  ทำวิจัยแบบหามรุ่งหามค่ำ

แต่ก็มิได้นำพา  ... เก็บขึ้นหิ้งบูชา .. ว่าข้านี้แน่!!!

ชั้นถูกบังคับด้วยกฏของ มหา'ลัยนี้ ว่า อาจารย์ทุกคนต้องมีงานวิจัยคนละ 1 ชิ้น ต่อ 1 ปี

อืม...ทำก็ทำ (อย่างฝืนไม่ได้) พอทำแล้วได้ทุนวิจัย

เจอเด็กเมื่อวานซืน หาว่าวัดรอยเท้า..

เอ่อ..น้องพี่ขอโทษนะเท้าที่มันไม่ใหญ่ไม่โตหรอกเบอร์ 7 ของน้องกับแฟนน้องใหญ่มากๆ

พี่มิอาจเทียบได้  เค้าบังคับให้พี่ทำ มหา'ลัยนี้ บังคับพี่ พี่ต้องทำไม่งั้นโดนพิจารณา(อักษรที่ติดตราหน้าคนทำผิด)

...

ชั้นไม่เห็นด้วยกับกฏ เรื่องทำวิจัย เพราะชั้นอยากสอนเด็กมากกว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ให้อาจารย์ทำวิจัยกัน

เพราะ 

  1. ได้เงิน(วิจัย)  ซึ่งเป็ยรายได้ที่จำเป็นสำหรับอาจารย์อย่างยิ่ง ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าประชุม ค่าเอกสาร  ค่าแบบสอบถาม  ฯลฯ
  2. ได้ผลงาน ทั้ง(ต่อ)หน้าและ(ลับ)หลัง ตั้งแต่ ผู้ทำวิจัย ---> มหาวิทยาลัย ---> คณะ  ---> โปรแกรม ---> สาขา 
     
  3. เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน(วิชาการ)
  4. ที่สำคัญได้ "ขนาดของเท้า" ที่ใหญ่ขึ้น  ซึ่งสามารถนำไปวัดกับใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเห็นหัวหงอกหัวดำ

    หากการวิจัยมันสำคัญมากกว่าการที่จะสอนวิชาให้กับเด็กๆ  ทำไมไมม่เปลี่ยนอาชีพกันเลย ชั้นอยากสอนนักศึกษา
    อยากเห็นผลลงานของนักศึกษามากกว่าผลงานของอาจารย์ ที่เค้าวัดกันที่รอยเท้า  ถ้ารอยเท้านั้นมันทำให้ตัวเองลืมไปว่าควรทำอะไร ชั้นขอนั่งอยู่บนรถเข็นดีกว่า...

edit @ 7 Aug 2008 13:45:54 by whatupbeer

edit @ 2 Sep 2008 11:06:28 by whatupbeer

Comment

Comment:

Tweet

ิblogแรกก็ใส่เลย ท่าทางอัดอั้นน่าดูcry